Skip to main content

Keyword Research สำหรับ B2B (ธุรกิจต่อธุรกิจต้องคิดต่างจาก B2C)

 หลายคนเอาวิธีทำ Keyword แบบ B2C

มาใช้กับธุรกิจ B2B

ผลคือ:

  • ทราฟฟิกเยอะ

  • แต่ไม่มีลูกค้าองค์กร

เพราะ B2B มีพฤติกรรมการค้นหาต่างกันชัดเจน

บทความนี้จะสอนวิธีทำ Keyword Research สำหรับ B2B แบบถูกต้อง


① ความต่างระหว่าง B2B กับ B2C

B2C

  • ตัดสินใจเร็ว

  • เน้นราคา

  • คำสั้น

  • Conversion เร็ว

B2B

  • ตัดสินใจช้า

  • เปรียบเทียบละเอียด

  • ต้องการความน่าเชื่อถือ

  • มีหลายคนร่วมตัดสินใจ

ดังนั้น Keyword ต้องสะท้อนกระบวนการคิดแบบองค์กร


② โครงสร้าง Keyword ของ B2B

Keyword B2B มักมีคำเหล่านี้:

  • บริษัท

  • โซลูชัน

  • ระบบ

  • บริการ

  • สำหรับองค์กร

  • เปรียบเทียบ

  • รีวิว

  • ราคาแบบแพ็กเกจ

ตัวอย่าง:

  • บริษัทรับทำ seo สำหรับองค์กร

  • บริการ backlink สำหรับบริษัท

  • ระบบ seo สำหรับธุรกิจขนาดกลาง


③ Buyer Journey ของ B2B ยาวกว่า

B2B มักผ่าน 3 ขั้นตอน:

1️⃣ Awareness

  • seo สำหรับธุรกิจคืออะไร

  • digital marketing สำหรับองค์กร

2️⃣ Consideration

  • บริษัท seo เปรียบเทียบ

  • รับทำ seo คุ้มไหม

3️⃣ Decision

  • บริษัทรับทำ seo กรุงเทพ

  • รับทำ seo ราคาแพ็กเกจองค์กร

คุณต้องมี Keyword รองรับทุกขั้น


④ วิธีหา Keyword B2B แบบมืออาชีพ

1️⃣ ใช้ LinkedIn Insight

ดูคำที่องค์กรใช้
ดูคำใน Profile บริษัท


2️⃣ วิเคราะห์เว็บไซต์คู่แข่ง B2B

ดูว่าเขาใช้คำแบบไหนใน:

  • หน้า Service

  • Case Study

  • Whitepaper


3️⃣ ใช้คำเฉพาะอุตสาหกรรม

เช่น:

  • seo สำหรับโรงงาน

  • seo สำหรับบริษัทอสังหา

  • seo สำหรับธุรกิจ B2B

ยิ่งเฉพาะ ยิ่ง Conversion สูง


⑤ B2B Keyword มัก Volume ต่ำ แต่คุณภาพสูง

อย่าตกใจถ้า Volume น้อย

คำอย่าง:

  • รับทำ seo สำหรับบริษัทผลิตชิ้นส่วน

แม้ Volume ต่ำ
แต่ดีลเดียวอาจมีมูลค่าสูงมาก


⑥ โครงสร้างหน้า B2B ต้องเน้นความน่าเชื่อถือ

หน้า B2B ควรมี:

  • Case Study

  • รีวิวองค์กร

  • ขั้นตอนทำงานชัด

  • ทีมงาน

  • ข้อมูลเชิงลึก

นี่ช่วย Conversion มากกว่าแค่คำสวย ๆ


⑦ เชื่อม Keyword ไปหน้าบริการอย่างถูกจังหวะ

ในบทความระดับ Consideration
ควรเชื่อมไปหน้า Service เช่น

👉 รับทำ SEO
👉 รับทำ Backlink

แต่ต้องวางในบริบทที่เหมาะสม
ไม่ฝืนขาย


⑧ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

❌ ใช้ Keyword กว้างเกินไป
❌ ไม่แยกเนื้อหา B2B ออกจาก B2C
❌ ไม่มี Case Study รองรับ
❌ ยิงคำ Volume สูงแต่ Intent ไม่ใช่องค์กร


⑨ FAQ

Q: B2B ต้องทำบทความยาวไหม?
ควรลึกและมีข้อมูลจริง

Q: Volume ต่ำคุ้มไหม?
ถ้าดีลใหญ่ คุ้มมาก

Q: เว็บใหม่ทำ B2B ได้ไหม?
ได้ แต่ต้องเน้นความน่าเชื่อถือ


⑩ สรุป

Keyword Research สำหรับ B2B
ต้องเข้าใจ “กระบวนการคิดขององค์กร”

ไม่ใช่แค่หาคำที่คนค้น
แต่ต้องหาคำที่ “องค์กรใช้ตอนตัดสินใจ”

ทำถูก
ลูกค้า 1 ราย
อาจมีมูลค่ามากกว่าทราฟฟิกทั้งหมื่นคน

Popular posts from this blog

SEO Content คืออะไร และวิธีเขียนคอนเทนต์ให้ติดหน้าแรก

 SEO Content คือเนื้อหาที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ติดอันดับบน Google โดยตอบ Search Intent อย่างครบถ้วน พร้อมโครงสร้างที่ Search Engine เข้าใจง่าย ในปี 2026 การทำ SEO ไม่ใช่แค่ใส่คีย์เวิร์ด แต่คือการสร้างเนื้อหาที่ “ดีที่สุดในหัวข้อนั้น” ① SEO Content คืออะไร SEO Content คือการเขียนเนื้อหาที่: ตรงกับคำค้นหา ตอบคำถามผู้ใช้ครบถ้วน มีโครงสร้างชัดเจน มีคุณภาพสูง รองรับทั้ง SEO และ AEO SEO Content ที่ดีต้องตอบทั้ง “คนอ่าน” และ “อัลกอริทึม” ② SEO Content ต่างจากบทความทั่วไปอย่างไร บทความทั่วไป: เขียนตามความรู้สึก ไม่มีโครงสร้างชัด ไม่วิเคราะห์ Intent SEO Content: เริ่มจาก Keyword Research วิเคราะห์คู่แข่ง วางโครงสร้างหัวข้อก่อนเขียน มี Internal Linking ธุรกิจที่ต้องการทำอันดับจริงควรวางระบบผ่าน บริการ SEO ที่เน้นโครงสร้างและกลยุทธ์ครบวงจร ③ ขั้นตอนเขียน SEO Content แบบมืออาชีพ วิเคราะห์ Keyword และ Intent ดูคู่แข่งหน้าแรก วางโครงสร้าง H2-H3 เขียนให้ลึกกว่าเว็บอื่น ใส่ Internal Link ตรวจ On-Page ให้ครบ อย่าเริ่มเขียนโดยไม่มีโครงสร้าง ④ ความยาวบทความควรเท่าไร ความยาวที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับ Intent...

Keyword Strategy ระยะยาว – วางแผน 6–12 เดือนให้เว็บโตแบบมีระบบ

 SEO ไม่ใช่งาน 1 เดือนแล้วจบ แต่คือเกมระยะยาว ถ้าคุณไม่มี Keyword Strategy 6–12 เดือน เว็บจะโตแบบสุ่ม และอันดับไม่เสถียร บทความนี้จะสรุปโครงสร้างแผนระยะยาวแบบมืออาชีพ ① ทำไมต้องวางแผนระยะยาว SEO ต้องใช้เวลา: Google ต้องสะสมความเชื่อมั่น เนื้อหาต้องสะสม Authority Backlink ต้องค่อย ๆ เพิ่มอย่างธรรมชาติ ถ้าคุณวางแผนรายเดือน คุณจะควบคุมทิศทางอันดับได้ ② โครงสร้างแผน 6–12 เดือน (ภาพรวม) เดือน 1–2: วางรากฐาน ทำ Keyword Mapping เลือก Long-tail KD ต่ำ สร้าง Cluster พื้นฐาน ปรับ On-page ให้ถูกต้อง ยังไม่ต้องรีบเล่นคำใหญ่ เดือน 3–4: ขยาย Cluster เพิ่มบทความรอง ทำ Semantic ครอบคลุม เริ่มสร้าง Internal Link แข็งแรง วิเคราะห์ Keyword Gap เริ่มเห็น Traffic เพิ่ม เดือน 5–6: ดันคำเชิงธุรกิจ เน้นคำ Transactional เช่น: รับทำ SEO → รับทำ SEO รับทำ Backlink → รับทำ Backlink เชื่อมจากบทความ Informational เดือน 7–9: ขยับไปคำแข่งขันกลาง เลือกคำ KD ปานกลาง เสริม Backlink อย่างเป็นธรรมชาติ ขยาย Topic Authority เว็บเริ่มมีแรงส่ง เดือน 10–12: ไล่คำใหญ่ เมื่อเว็บมี Authority แล้ว จึงเริ่มไล่ Short-tail เช่น: ...

Keyword Difficulty วิเคราะห์ยังไงให้แม่น (ไม่พลาดเลือกคำผิด)

 หลายคนดูแค่ตัวเลข Difficulty แล้วตัดสินใจทันที แต่นั่นคือความผิดพลาด Keyword Difficulty (KD) เป็นเพียง “ตัวช่วย” ไม่ใช่คำตัดสินสุดท้าย บทความนี้จะสอนวิธีวิเคราะห์ KD แบบมืออาชีพ ① Keyword Difficulty คืออะไร Keyword Difficulty คือค่าประเมินว่า “การแข่งขันของคำนี้สูงแค่ไหน” โดยทั่วไปวัดจาก: จำนวน Backlink ของหน้าอันดับต้น ๆ Authority ของโดเมน คุณภาพเนื้อหา แต่ตัวเลข KD ในแต่ละเครื่องมือ “ไม่เท่ากัน” ② อย่าเชื่อ KD อย่างเดียว เครื่องมืออาจบอกว่า: KD = 15 (ง่าย) แต่พอเปิดหน้าแรก เจอเว็บองค์กรระดับประเทศทั้งหมด แปลว่า “ยากกว่าที่คิด” ต้องดู SERP จริงเสมอ ③ วิธีวิเคราะห์ Difficulty แบบ Manual (แม่นกว่า) ขั้นตอน: เปิดหน้าแรก Google วิเคราะห์ Top 5 ดูว่า: เว็บใหญ่หรือไม่ มี Backlink เยอะไหม เนื้อหาลึกแค่ไหน ตอบ Intent ครบหรือไม่ ถ้า Top 5 เป็นเว็บเล็ก นี่คือโอกาส ④ ใช้ Backlink เป็นตัววัดสำคัญ ดูว่า: หน้าอันดับ 1 มี Backlink เท่าไร หน้าอันดับ 3–5 มี Backlink หรือไม่ ถ้าหน้าอันดับต้น ๆ แทบไม่มี Backlink คุณมีโอกาสแทรกด้วย Content Quality ⑤ Difficulty ต้องดูคู่กับ Intent บางคำ KD ต่ำ แต่ In...