Skip to main content

Buyer Keyword vs Research Keyword ต่างกันอย่างไร และเลือกแบบไหนให้ทำเงินจริง

 หลายเว็บมีทราฟฟิก

แต่ไม่มีรายได้

เพราะเลือก Keyword ผิดประเภท

Keyword มี 2 กลุ่มใหญ่ที่ต้องแยกให้ชัด:

  • Buyer Keyword

  • Research Keyword

เข้าใจสองอย่างนี้
คุณจะวางกลยุทธ์ได้แม่นขึ้นมาก


① Research Keyword คืออะไร

Research Keyword คือคำที่คนค้นเพื่อ “หาข้อมูล”

ตัวอย่าง:

  • keyword research คืออะไร

  • seo ทำงานยังไง

  • backlink สำคัญไหม

คำพวกนี้มักอยู่ต้น Funnel

ข้อดี:

  • ดึงทราฟฟิกได้ง่าย

  • สร้าง Authority

  • สร้างการรับรู้แบรนด์

ข้อเสีย:

  • Conversion ต่ำ


② Buyer Keyword คืออะไร

Buyer Keyword คือคำที่แสดงความตั้งใจซื้อชัดเจน

ตัวอย่าง:

  • รับทำ seo ราคา

  • บริษัท seo กรุงเทพ

  • รับทำ backlink รายเดือน

คนค้นคำพวกนี้กำลัง:

  • เปรียบเทียบ

  • ขอราคา

  • พร้อมตัดสินใจ

นี่คือคำเงิน


③ ความแตกต่างเชิงกลยุทธ์

Research Keyword:

  • เหมาะกับบทความ

  • สร้างทราฟฟิก

  • ใช้ดึงคนเข้าสู่ระบบ

Buyer Keyword:

  • เหมาะกับหน้า Service

  • ต้องเน้น Conversion

  • เนื้อหาต้องมั่นใจและชัด


④ ทำไมหลายเว็บติดกับดัก Research Keyword

เพราะคำแบบ:

  • seo คืออะไร

  • ทำ seo ยังไง

มักมี Volume สูงกว่า

แต่ถ้าไม่มี Funnel เชื่อมไปหน้า Service
ทราฟฟิกจะไม่เปลี่ยนเป็นยอดขาย


⑤ วิธีใช้ Research Keyword ให้ทำเงิน

สูตรที่ถูกต้องคือ:

Research → Consideration → Buyer

ตัวอย่าง:

บทความ:

“seo ดีไหม”

ภายในบทความควรเชื่อมไป:

👉 รับทำ SEO

แบบเป็นธรรมชาติ

นี่คือ Funnel Strategy


⑥ เว็บใหม่ควรโฟกัสอะไร

ช่วงเริ่มต้น:

  • ทำ Research Keyword เพื่อสร้างฐาน

  • เสริม Buyer Keyword บางส่วน

เมื่อเว็บเริ่มแข็งแรง:

  • เพิ่มสัดส่วน Buyer Keyword

  • ทำหน้าเปรียบเทียบ / ราคา / แพ็กเกจ


⑦ วิธีเช็คว่า Keyword เป็น Buyer หรือไม่

ถามว่า:

  • คนค้นคำนี้กำลังจะจ่ายไหม?

  • หรือแค่กำลังหาความรู้?

  • มีคำว่า ราคา / บริษัท / ซื้อ / รีวิว หรือไม่?

ถ้ามีคำเหล่านี้
โอกาสเป็น Buyer สูง


⑧ FAQ

Q: ควรทำ Research Keyword เยอะไหม?
ควร แต่ต้องมี Funnel เชื่อม

Q: ยิง Buyer Keyword อย่างเดียวได้ไหม?
ได้ แต่แข่งขันสูง

Q: Buyer Keyword Volume ต่ำคุ้มไหม?
คุ้ม ถ้า Conversion สูง


⑨ สรุป

Research Keyword
สร้างการเติบโต

Buyer Keyword
สร้างรายได้

เว็บที่ยั่งยืน
ต้องมีทั้งสอง
และต้องวางระบบเชื่อมกันอย่างถูกต้อง

Popular posts from this blog

SEO Content คืออะไร และวิธีเขียนคอนเทนต์ให้ติดหน้าแรก

 SEO Content คือเนื้อหาที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ติดอันดับบน Google โดยตอบ Search Intent อย่างครบถ้วน พร้อมโครงสร้างที่ Search Engine เข้าใจง่าย ในปี 2026 การทำ SEO ไม่ใช่แค่ใส่คีย์เวิร์ด แต่คือการสร้างเนื้อหาที่ “ดีที่สุดในหัวข้อนั้น” ① SEO Content คืออะไร SEO Content คือการเขียนเนื้อหาที่: ตรงกับคำค้นหา ตอบคำถามผู้ใช้ครบถ้วน มีโครงสร้างชัดเจน มีคุณภาพสูง รองรับทั้ง SEO และ AEO SEO Content ที่ดีต้องตอบทั้ง “คนอ่าน” และ “อัลกอริทึม” ② SEO Content ต่างจากบทความทั่วไปอย่างไร บทความทั่วไป: เขียนตามความรู้สึก ไม่มีโครงสร้างชัด ไม่วิเคราะห์ Intent SEO Content: เริ่มจาก Keyword Research วิเคราะห์คู่แข่ง วางโครงสร้างหัวข้อก่อนเขียน มี Internal Linking ธุรกิจที่ต้องการทำอันดับจริงควรวางระบบผ่าน บริการ SEO ที่เน้นโครงสร้างและกลยุทธ์ครบวงจร ③ ขั้นตอนเขียน SEO Content แบบมืออาชีพ วิเคราะห์ Keyword และ Intent ดูคู่แข่งหน้าแรก วางโครงสร้าง H2-H3 เขียนให้ลึกกว่าเว็บอื่น ใส่ Internal Link ตรวจ On-Page ให้ครบ อย่าเริ่มเขียนโดยไม่มีโครงสร้าง ④ ความยาวบทความควรเท่าไร ความยาวที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับ Intent...

Keyword Strategy ระยะยาว – วางแผน 6–12 เดือนให้เว็บโตแบบมีระบบ

 SEO ไม่ใช่งาน 1 เดือนแล้วจบ แต่คือเกมระยะยาว ถ้าคุณไม่มี Keyword Strategy 6–12 เดือน เว็บจะโตแบบสุ่ม และอันดับไม่เสถียร บทความนี้จะสรุปโครงสร้างแผนระยะยาวแบบมืออาชีพ ① ทำไมต้องวางแผนระยะยาว SEO ต้องใช้เวลา: Google ต้องสะสมความเชื่อมั่น เนื้อหาต้องสะสม Authority Backlink ต้องค่อย ๆ เพิ่มอย่างธรรมชาติ ถ้าคุณวางแผนรายเดือน คุณจะควบคุมทิศทางอันดับได้ ② โครงสร้างแผน 6–12 เดือน (ภาพรวม) เดือน 1–2: วางรากฐาน ทำ Keyword Mapping เลือก Long-tail KD ต่ำ สร้าง Cluster พื้นฐาน ปรับ On-page ให้ถูกต้อง ยังไม่ต้องรีบเล่นคำใหญ่ เดือน 3–4: ขยาย Cluster เพิ่มบทความรอง ทำ Semantic ครอบคลุม เริ่มสร้าง Internal Link แข็งแรง วิเคราะห์ Keyword Gap เริ่มเห็น Traffic เพิ่ม เดือน 5–6: ดันคำเชิงธุรกิจ เน้นคำ Transactional เช่น: รับทำ SEO → รับทำ SEO รับทำ Backlink → รับทำ Backlink เชื่อมจากบทความ Informational เดือน 7–9: ขยับไปคำแข่งขันกลาง เลือกคำ KD ปานกลาง เสริม Backlink อย่างเป็นธรรมชาติ ขยาย Topic Authority เว็บเริ่มมีแรงส่ง เดือน 10–12: ไล่คำใหญ่ เมื่อเว็บมี Authority แล้ว จึงเริ่มไล่ Short-tail เช่น: ...

Keyword Difficulty วิเคราะห์ยังไงให้แม่น (ไม่พลาดเลือกคำผิด)

 หลายคนดูแค่ตัวเลข Difficulty แล้วตัดสินใจทันที แต่นั่นคือความผิดพลาด Keyword Difficulty (KD) เป็นเพียง “ตัวช่วย” ไม่ใช่คำตัดสินสุดท้าย บทความนี้จะสอนวิธีวิเคราะห์ KD แบบมืออาชีพ ① Keyword Difficulty คืออะไร Keyword Difficulty คือค่าประเมินว่า “การแข่งขันของคำนี้สูงแค่ไหน” โดยทั่วไปวัดจาก: จำนวน Backlink ของหน้าอันดับต้น ๆ Authority ของโดเมน คุณภาพเนื้อหา แต่ตัวเลข KD ในแต่ละเครื่องมือ “ไม่เท่ากัน” ② อย่าเชื่อ KD อย่างเดียว เครื่องมืออาจบอกว่า: KD = 15 (ง่าย) แต่พอเปิดหน้าแรก เจอเว็บองค์กรระดับประเทศทั้งหมด แปลว่า “ยากกว่าที่คิด” ต้องดู SERP จริงเสมอ ③ วิธีวิเคราะห์ Difficulty แบบ Manual (แม่นกว่า) ขั้นตอน: เปิดหน้าแรก Google วิเคราะห์ Top 5 ดูว่า: เว็บใหญ่หรือไม่ มี Backlink เยอะไหม เนื้อหาลึกแค่ไหน ตอบ Intent ครบหรือไม่ ถ้า Top 5 เป็นเว็บเล็ก นี่คือโอกาส ④ ใช้ Backlink เป็นตัววัดสำคัญ ดูว่า: หน้าอันดับ 1 มี Backlink เท่าไร หน้าอันดับ 3–5 มี Backlink หรือไม่ ถ้าหน้าอันดับต้น ๆ แทบไม่มี Backlink คุณมีโอกาสแทรกด้วย Content Quality ⑤ Difficulty ต้องดูคู่กับ Intent บางคำ KD ต่ำ แต่ In...