Skip to main content

หา Keyword จากคู่แข่ง (Competitor Keywords) แบบมืออาชีพ

 ถ้าคุณทำ SEO โดยไม่วิเคราะห์คู่แข่ง

คุณกำลังเดินในความมืด

Competitor Keyword Research คือการดูว่า
“เว็บที่ติดอันดับอยู่แล้ว เขาใช้คำอะไร”

นี่คือวิธีลัดที่เร็วที่สุดในการหา Keyword ที่เวิร์กจริง


① Competitor Keywords คืออะไร

Competitor Keywords คือคำค้นที่:

  • คู่แข่งติดอันดับอยู่

  • มีทราฟฟิกจริง

  • Google ให้คะแนนความเกี่ยวข้องสูง

แทนที่จะเดาเอง
คุณดูจากคนที่ “ชนะอยู่แล้ว”


② วิธีหา Keyword จากคู่แข่งแบบ Step-by-Step

วิธีที่ 1: ใช้ Google แบบ Manual (ฟรี)

  1. พิมพ์ Keyword หลัก

  2. ดูเว็บที่ติด Top 5

  3. เปิดดูโครงสร้างหน้า

  4. วิเคราะห์ H1 / H2 / Title

  5. ดูว่าพวกเขาแตกคำอย่างไร

นี่คือวิธีพื้นฐานแต่ได้ผล


วิธีที่ 2: ใช้เครื่องมือ SEO

เครื่องมือที่นิยม:

  • Ahrefs

  • SEMrush

  • Ubersuggest

ขั้นตอน:

  1. ใส่โดเมนคู่แข่ง

  2. ดู Organic Keywords

  3. เรียงตาม Traffic

  4. กรองคำที่ Difficulty ต่ำ

นี่คือ Professional Shortcut


③ วิเคราะห์ Intent ก่อน Copy Strategy

อย่าเห็นว่าเขาติดแล้วทำตามทันที

ต้องถามก่อน:

  • หน้าเขาเป็นบทความหรือหน้าบริการ?

  • Intent เป็น Informational หรือ Transactional?

ตัวอย่าง:

ถ้าคุณทำ
รับทำ SEO

และคู่แข่งติดคำว่า
“รับทำ seo ราคา”

แปลว่า Intent = Transactional
คุณควรทำ Landing Page ไม่ใช่ Blog


④ หา Keyword Gap (ช่องว่างที่คู่แข่งยังไม่ทำ)

นี่คือจุดที่มืออาชีพใช้ชนะ

Keyword Gap คือ:

  • คำที่คู่แข่งติด

  • แต่คุณยังไม่มีหน้า

  • หรือคำที่เขายังไม่ได้ทำลึก

ตัวอย่าง:

คู่แข่งทำ “รับทำ backlink”
แต่ยังไม่มีบทความ
“รับทำ backlink แบบปลอดภัยคืออะไร”

นี่คือช่องว่าง


⑤ เทคนิค Advanced: Reverse Engineering Structure

อย่าดูแค่ Keyword

ดูว่า:

  • เขาทำ Cluster ยังไง

  • เขาเชื่อม Internal Link แบบไหน

  • เขาใช้ FAQ ไหม

  • เขาตอบ People Also Ask ครบไหม

คุณไม่ได้ลอก
แต่คุณทำ “ดีกว่า”


⑥ ใช้ Competitor Keywords สร้าง Authority Map

ขั้นตอนมืออาชีพ:

  1. รวม Keyword ของ Top 3 คู่แข่ง

  2. จัดกลุ่มคำที่ซ้ำกัน

  3. หาคำที่ไม่มีใครตอบลึก

  4. ทำ Content Cluster ที่ครบกว่า

นี่คือวิธีสร้าง Topical Authority


⑦ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

❌ Copy บทความตรง ๆ
→ เสี่ยงโดน Google Downrank

❌ เลือกแต่คำ Volume สูง
→ แข่งขันยาก

❌ ไม่ดู Intent
→ หน้าไม่ตรงความต้องการ


⑧ FAQ (SEO + AEO)

Q: ต้องใช้เครื่องมือเสียเงินไหม?
ไม่จำเป็น แต่จะเร็วขึ้นมาก

Q: ควรวิเคราะห์กี่คู่แข่ง?
อย่างน้อย 3–5 เว็บ

Q: ควรลอกโครงสร้างไหม?
ไม่ลอก แต่ทำให้ดีกว่า


⑨ สรุป

Competitor Keyword Research คือวิธีลัดที่ฉลาดที่สุด
คุณไม่ต้องเดา
คุณดูจากคนที่ติดอันดับอยู่แล้ว

จากนั้นสร้างหน้าให้:

  • ลึกกว่า

  • ครบกว่า

  • ตรง Intent มากกว่า

Popular posts from this blog

SEO Content คืออะไร และวิธีเขียนคอนเทนต์ให้ติดหน้าแรก

 SEO Content คือเนื้อหาที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ติดอันดับบน Google โดยตอบ Search Intent อย่างครบถ้วน พร้อมโครงสร้างที่ Search Engine เข้าใจง่าย ในปี 2026 การทำ SEO ไม่ใช่แค่ใส่คีย์เวิร์ด แต่คือการสร้างเนื้อหาที่ “ดีที่สุดในหัวข้อนั้น” ① SEO Content คืออะไร SEO Content คือการเขียนเนื้อหาที่: ตรงกับคำค้นหา ตอบคำถามผู้ใช้ครบถ้วน มีโครงสร้างชัดเจน มีคุณภาพสูง รองรับทั้ง SEO และ AEO SEO Content ที่ดีต้องตอบทั้ง “คนอ่าน” และ “อัลกอริทึม” ② SEO Content ต่างจากบทความทั่วไปอย่างไร บทความทั่วไป: เขียนตามความรู้สึก ไม่มีโครงสร้างชัด ไม่วิเคราะห์ Intent SEO Content: เริ่มจาก Keyword Research วิเคราะห์คู่แข่ง วางโครงสร้างหัวข้อก่อนเขียน มี Internal Linking ธุรกิจที่ต้องการทำอันดับจริงควรวางระบบผ่าน บริการ SEO ที่เน้นโครงสร้างและกลยุทธ์ครบวงจร ③ ขั้นตอนเขียน SEO Content แบบมืออาชีพ วิเคราะห์ Keyword และ Intent ดูคู่แข่งหน้าแรก วางโครงสร้าง H2-H3 เขียนให้ลึกกว่าเว็บอื่น ใส่ Internal Link ตรวจ On-Page ให้ครบ อย่าเริ่มเขียนโดยไม่มีโครงสร้าง ④ ความยาวบทความควรเท่าไร ความยาวที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับ Intent...

Keyword Strategy ระยะยาว – วางแผน 6–12 เดือนให้เว็บโตแบบมีระบบ

 SEO ไม่ใช่งาน 1 เดือนแล้วจบ แต่คือเกมระยะยาว ถ้าคุณไม่มี Keyword Strategy 6–12 เดือน เว็บจะโตแบบสุ่ม และอันดับไม่เสถียร บทความนี้จะสรุปโครงสร้างแผนระยะยาวแบบมืออาชีพ ① ทำไมต้องวางแผนระยะยาว SEO ต้องใช้เวลา: Google ต้องสะสมความเชื่อมั่น เนื้อหาต้องสะสม Authority Backlink ต้องค่อย ๆ เพิ่มอย่างธรรมชาติ ถ้าคุณวางแผนรายเดือน คุณจะควบคุมทิศทางอันดับได้ ② โครงสร้างแผน 6–12 เดือน (ภาพรวม) เดือน 1–2: วางรากฐาน ทำ Keyword Mapping เลือก Long-tail KD ต่ำ สร้าง Cluster พื้นฐาน ปรับ On-page ให้ถูกต้อง ยังไม่ต้องรีบเล่นคำใหญ่ เดือน 3–4: ขยาย Cluster เพิ่มบทความรอง ทำ Semantic ครอบคลุม เริ่มสร้าง Internal Link แข็งแรง วิเคราะห์ Keyword Gap เริ่มเห็น Traffic เพิ่ม เดือน 5–6: ดันคำเชิงธุรกิจ เน้นคำ Transactional เช่น: รับทำ SEO → รับทำ SEO รับทำ Backlink → รับทำ Backlink เชื่อมจากบทความ Informational เดือน 7–9: ขยับไปคำแข่งขันกลาง เลือกคำ KD ปานกลาง เสริม Backlink อย่างเป็นธรรมชาติ ขยาย Topic Authority เว็บเริ่มมีแรงส่ง เดือน 10–12: ไล่คำใหญ่ เมื่อเว็บมี Authority แล้ว จึงเริ่มไล่ Short-tail เช่น: ...

Keyword Difficulty วิเคราะห์ยังไงให้แม่น (ไม่พลาดเลือกคำผิด)

 หลายคนดูแค่ตัวเลข Difficulty แล้วตัดสินใจทันที แต่นั่นคือความผิดพลาด Keyword Difficulty (KD) เป็นเพียง “ตัวช่วย” ไม่ใช่คำตัดสินสุดท้าย บทความนี้จะสอนวิธีวิเคราะห์ KD แบบมืออาชีพ ① Keyword Difficulty คืออะไร Keyword Difficulty คือค่าประเมินว่า “การแข่งขันของคำนี้สูงแค่ไหน” โดยทั่วไปวัดจาก: จำนวน Backlink ของหน้าอันดับต้น ๆ Authority ของโดเมน คุณภาพเนื้อหา แต่ตัวเลข KD ในแต่ละเครื่องมือ “ไม่เท่ากัน” ② อย่าเชื่อ KD อย่างเดียว เครื่องมืออาจบอกว่า: KD = 15 (ง่าย) แต่พอเปิดหน้าแรก เจอเว็บองค์กรระดับประเทศทั้งหมด แปลว่า “ยากกว่าที่คิด” ต้องดู SERP จริงเสมอ ③ วิธีวิเคราะห์ Difficulty แบบ Manual (แม่นกว่า) ขั้นตอน: เปิดหน้าแรก Google วิเคราะห์ Top 5 ดูว่า: เว็บใหญ่หรือไม่ มี Backlink เยอะไหม เนื้อหาลึกแค่ไหน ตอบ Intent ครบหรือไม่ ถ้า Top 5 เป็นเว็บเล็ก นี่คือโอกาส ④ ใช้ Backlink เป็นตัววัดสำคัญ ดูว่า: หน้าอันดับ 1 มี Backlink เท่าไร หน้าอันดับ 3–5 มี Backlink หรือไม่ ถ้าหน้าอันดับต้น ๆ แทบไม่มี Backlink คุณมีโอกาสแทรกด้วย Content Quality ⑤ Difficulty ต้องดูคู่กับ Intent บางคำ KD ต่ำ แต่ In...