Skip to main content

Content Depth vs Keyword Spread ทำลึกหรือทำกว้าง แบบไหนโตเร็วกว่า?

 นี่คือคำถามที่เจ้าของเว็บเกือบทุกคนต้องเจอ

ควร:

  • ทำบทความจำนวนมาก (Spread)
    หรือ

  • ทำบทความน้อยแต่ลึกมาก (Depth)

คำตอบคือ “ขึ้นกับจังหวะและเป้าหมาย”

บทความนี้จะวิเคราะห์แบบ Expert


① Content Depth คืออะไร

Content Depth คือการ:

  • ทำบทความลึกมาก

  • ครอบคลุม Micro-Intent

  • ตอบคำถามย่อยครบ

  • ยาวและละเอียด

ข้อดี:

  • สร้าง Authority เร็ว

  • ลด Cannibalization

  • ติดอันดับคำยาวได้มาก

ข้อเสีย:

  • ใช้เวลาเยอะ

  • โตช้าถ้าทำคำใหญ่เกินไป


② Keyword Spread คืออะไร

Keyword Spread คือการ:

  • ทำบทความจำนวนมาก

  • ยิงหลายคำพร้อมกัน

  • เก็บ Long-tail จำนวนมาก

ข้อดี:

  • กระจายโอกาส

  • เห็นทราฟฟิกเร็ว

  • เหมาะกับเว็บใหม่

ข้อเสีย:

  • ถ้าโครงสร้างไม่ดี จะกระจัดกระจาย

  • เสี่ยง Cannibalization


③ เว็บใหม่ควรเลือกแบบไหน?

ช่วงเริ่มต้น:

👉 ใช้ Spread ก่อน
ยิง Long-tail หลายคำ

เมื่อเริ่มมี Authority:

👉 ค่อยทำ Depth ในคำหลัก

นี่คือ Hybrid Strategy


④ สูตรผสมแบบมืออาชีพ

  1. ทำ Pillar 1 หน้า (Depth สูง)

  2. ทำ Cluster 5–10 บทความ (Spread)

  3. เชื่อม Internal Link เป็นระบบ

  4. เสริมหน้า Service ให้แข็งแรง

เช่นในสายบริการ SEO
ทุกบทความควรเชื่อมไปหน้า:

👉 รับทำ SEO

เพื่อรองรับ Conversion


⑤ จะรู้ได้อย่างไรว่า “ควรลึกหรือควรกว้าง”

ให้ดู 3 อย่าง:

  1. Authority ปัจจุบันของเว็บ

  2. ทรัพยากรทีม

  3. ความยากของ Keyword

เว็บเล็ก + แข่งขันสูง → ยิง Spread
เว็บแข็งแรง + คำหลักสำคัญ → ยิง Depth


⑥ ความผิดพลาดที่พบบ่อย

❌ ทำ Spread โดยไม่มีโครงสร้าง
❌ ทำ Depth แต่เลือกคำยากเกินไป
❌ ไม่เชื่อม Internal Link
❌ ทำเนื้อหาเยอะแต่ไม่โฟกัส Conversion

SEO ที่โตเร็ว
ต้องวางสัดส่วนถูกจังหวะ


⑦ FAQ

Q: ทำ Depth อย่างเดียวได้ไหม?
ได้ ถ้า Authority สูงแล้ว

Q: ทำ Spread อย่างเดียวล่ะ?
ได้ช่วงแรก แต่ต้องรวมเป็น Cluster

Q: แบบไหนทำเงินเร็วกว่า?
Spread ให้ทราฟฟิกเร็ว
Depth ให้ Authority และ Conversion สูง


⑧ สรุป

Content Depth vs Keyword Spread
ไม่ใช่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

แต่ต้องรู้ว่า
“ตอนนี้เว็บคุณอยู่ช่วงไหน”

ระดับ Expert จะไม่ถามว่า
ลึกหรือกว้าง

แต่จะถามว่า
“ตอนนี้ควรใช้สัดส่วนเท่าไร”

Popular posts from this blog

SEO Content คืออะไร และวิธีเขียนคอนเทนต์ให้ติดหน้าแรก

 SEO Content คือเนื้อหาที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ติดอันดับบน Google โดยตอบ Search Intent อย่างครบถ้วน พร้อมโครงสร้างที่ Search Engine เข้าใจง่าย ในปี 2026 การทำ SEO ไม่ใช่แค่ใส่คีย์เวิร์ด แต่คือการสร้างเนื้อหาที่ “ดีที่สุดในหัวข้อนั้น” ① SEO Content คืออะไร SEO Content คือการเขียนเนื้อหาที่: ตรงกับคำค้นหา ตอบคำถามผู้ใช้ครบถ้วน มีโครงสร้างชัดเจน มีคุณภาพสูง รองรับทั้ง SEO และ AEO SEO Content ที่ดีต้องตอบทั้ง “คนอ่าน” และ “อัลกอริทึม” ② SEO Content ต่างจากบทความทั่วไปอย่างไร บทความทั่วไป: เขียนตามความรู้สึก ไม่มีโครงสร้างชัด ไม่วิเคราะห์ Intent SEO Content: เริ่มจาก Keyword Research วิเคราะห์คู่แข่ง วางโครงสร้างหัวข้อก่อนเขียน มี Internal Linking ธุรกิจที่ต้องการทำอันดับจริงควรวางระบบผ่าน บริการ SEO ที่เน้นโครงสร้างและกลยุทธ์ครบวงจร ③ ขั้นตอนเขียน SEO Content แบบมืออาชีพ วิเคราะห์ Keyword และ Intent ดูคู่แข่งหน้าแรก วางโครงสร้าง H2-H3 เขียนให้ลึกกว่าเว็บอื่น ใส่ Internal Link ตรวจ On-Page ให้ครบ อย่าเริ่มเขียนโดยไม่มีโครงสร้าง ④ ความยาวบทความควรเท่าไร ความยาวที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับ Intent...

Keyword Strategy ระยะยาว – วางแผน 6–12 เดือนให้เว็บโตแบบมีระบบ

 SEO ไม่ใช่งาน 1 เดือนแล้วจบ แต่คือเกมระยะยาว ถ้าคุณไม่มี Keyword Strategy 6–12 เดือน เว็บจะโตแบบสุ่ม และอันดับไม่เสถียร บทความนี้จะสรุปโครงสร้างแผนระยะยาวแบบมืออาชีพ ① ทำไมต้องวางแผนระยะยาว SEO ต้องใช้เวลา: Google ต้องสะสมความเชื่อมั่น เนื้อหาต้องสะสม Authority Backlink ต้องค่อย ๆ เพิ่มอย่างธรรมชาติ ถ้าคุณวางแผนรายเดือน คุณจะควบคุมทิศทางอันดับได้ ② โครงสร้างแผน 6–12 เดือน (ภาพรวม) เดือน 1–2: วางรากฐาน ทำ Keyword Mapping เลือก Long-tail KD ต่ำ สร้าง Cluster พื้นฐาน ปรับ On-page ให้ถูกต้อง ยังไม่ต้องรีบเล่นคำใหญ่ เดือน 3–4: ขยาย Cluster เพิ่มบทความรอง ทำ Semantic ครอบคลุม เริ่มสร้าง Internal Link แข็งแรง วิเคราะห์ Keyword Gap เริ่มเห็น Traffic เพิ่ม เดือน 5–6: ดันคำเชิงธุรกิจ เน้นคำ Transactional เช่น: รับทำ SEO → รับทำ SEO รับทำ Backlink → รับทำ Backlink เชื่อมจากบทความ Informational เดือน 7–9: ขยับไปคำแข่งขันกลาง เลือกคำ KD ปานกลาง เสริม Backlink อย่างเป็นธรรมชาติ ขยาย Topic Authority เว็บเริ่มมีแรงส่ง เดือน 10–12: ไล่คำใหญ่ เมื่อเว็บมี Authority แล้ว จึงเริ่มไล่ Short-tail เช่น: ...

Keyword Difficulty วิเคราะห์ยังไงให้แม่น (ไม่พลาดเลือกคำผิด)

 หลายคนดูแค่ตัวเลข Difficulty แล้วตัดสินใจทันที แต่นั่นคือความผิดพลาด Keyword Difficulty (KD) เป็นเพียง “ตัวช่วย” ไม่ใช่คำตัดสินสุดท้าย บทความนี้จะสอนวิธีวิเคราะห์ KD แบบมืออาชีพ ① Keyword Difficulty คืออะไร Keyword Difficulty คือค่าประเมินว่า “การแข่งขันของคำนี้สูงแค่ไหน” โดยทั่วไปวัดจาก: จำนวน Backlink ของหน้าอันดับต้น ๆ Authority ของโดเมน คุณภาพเนื้อหา แต่ตัวเลข KD ในแต่ละเครื่องมือ “ไม่เท่ากัน” ② อย่าเชื่อ KD อย่างเดียว เครื่องมืออาจบอกว่า: KD = 15 (ง่าย) แต่พอเปิดหน้าแรก เจอเว็บองค์กรระดับประเทศทั้งหมด แปลว่า “ยากกว่าที่คิด” ต้องดู SERP จริงเสมอ ③ วิธีวิเคราะห์ Difficulty แบบ Manual (แม่นกว่า) ขั้นตอน: เปิดหน้าแรก Google วิเคราะห์ Top 5 ดูว่า: เว็บใหญ่หรือไม่ มี Backlink เยอะไหม เนื้อหาลึกแค่ไหน ตอบ Intent ครบหรือไม่ ถ้า Top 5 เป็นเว็บเล็ก นี่คือโอกาส ④ ใช้ Backlink เป็นตัววัดสำคัญ ดูว่า: หน้าอันดับ 1 มี Backlink เท่าไร หน้าอันดับ 3–5 มี Backlink หรือไม่ ถ้าหน้าอันดับต้น ๆ แทบไม่มี Backlink คุณมีโอกาสแทรกด้วย Content Quality ⑤ Difficulty ต้องดูคู่กับ Intent บางคำ KD ต่ำ แต่ In...