โครงสร้าง Heading (H1 H2 H3) เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของ On-Page SEO เพราะ Google ใช้ Heading เพื่อเข้าใจลำดับของเนื้อหาในบทความ
เว็บไซต์ที่มีโครงสร้าง Heading ที่ชัดเจนมักจะ
เข้าใจเนื้อหาได้ง่าย
อ่านง่าย
มีโอกาสติดอันดับสูงกว่า
หากต้องการเรียนรู้แนวทาง SEO เพิ่มเติมสามารถดูได้ที่
👉 บริการรับทำ SEO
และสามารถศึกษาโครงสร้าง Heading SEO แบบละเอียดได้ที่
👉 SEO Heading Structure
① Heading คือโครงสร้างของบทความ
Heading เปรียบเสมือน โครงกระดูกของบทความ
HTML Heading มีทั้งหมด
H1
H2
H3
H4
H5
H6
แต่ในบทความ SEO ส่วนใหญ่จะใช้
H1
H2
H3
② H1 ควรใช้กี่ครั้ง
หลักการสำคัญของ SEO คือ
1 หน้า ควรมี H1 เพียง 1 ครั้ง
ตัวอย่าง
<h1>วิธีทำ SEO ให้ติดหน้าแรก Google</h1>
H1 ควรเป็นหัวข้อหลักของบทความ
③ H2 ใช้สำหรับหัวข้อหลักของเนื้อหา
H2 ใช้แบ่งหัวข้อใหญ่ภายในบทความ
ตัวอย่าง
H1 วิธีทำ SEO
H2 SEO คืออะไร
H2 ปัจจัยอันดับ Google
H2 วิธีทำ SEO
H2 เครื่องมือ SEO
H2 ทำให้เนื้อหาดูเป็นหมวดหมู่
④ H3 ใช้สำหรับหัวข้อย่อย
H3 ใช้ขยายรายละเอียดของ H2
ตัวอย่าง
H2 ปัจจัยอันดับ Google
H3 On-page SEO
H3 Off-page SEO
H3 Technical SEO
โครงสร้างนี้ช่วยให้บทความมีความละเอียดมากขึ้น
⑤ ตัวอย่างโครงสร้าง Heading ที่ถูกต้อง
ตัวอย่าง
H1 วิธีทำ SEO
H2 SEO คืออะไร
H2 ปัจจัยอันดับ Google
H3 On-page SEO
H3 Off-page SEO
โครงสร้างแบบนี้เรียกว่า
Hierarchical Structure
⑥ ตัวอย่างโครงสร้าง Heading ที่ผิด
ตัวอย่างที่ผิด
H1 วิธีทำ SEO
H3 Keyword
ไม่มี H2
Googleอาจเข้าใจโครงสร้างบทความยาก
⑦ Heading ควรเรียงตามลำดับ
ลำดับที่ถูกต้อง
H1
H2
H3
H4
ไม่ควรกระโดด
H1 → H3
⑧ จำนวน Heading ที่เหมาะสม
บทความทั่วไปมักมี
4–8 H2
2–5 H3 ต่อ H2
จำนวนนี้ช่วยให้บทความอ่านง่าย
⑨ Heading ช่วยให้ Google เข้าใจ Topic
Google ใช้ Heading เพื่อวิเคราะห์หัวข้อ
ตัวอย่าง
H2 SEO คืออะไร
Googleจะเข้าใจว่าบทความกำลังอธิบายความหมายของ SEO
⑩ สรุปการจัดลำดับ Heading ใน SEO
หลักการสำคัญ
ใช้ H1 เพียงครั้งเดียว
ใช้ H2 สำหรับหัวข้อหลัก
ใช้ H3 สำหรับหัวข้อย่อย
จัดลำดับ Heading ให้ถูกต้อง
โครงสร้าง Heading ที่ดีจะช่วยให้ Google เข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น และเพิ่มโอกาสติดอันดับในผลค้นหา